จริงๆแล้วไม่รู้ว่าสิ่งแรกที่ทำให้รู้จักและอยากเข้าคณะแพทย์จุฬาคืออะไร แต่คิดว่าน่าจะเพราะเห็นป้ายคะแนนสูงสุดต่ำสุดที่ห้องแนะแนว ตอนม.2 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่บนตาราง อาจจะเพราะรหัสคณะมักจะเป็น 001 ก็เป็นได้ แต่ก็ทำให้คณะนี้เป็นเป้าหมายของผมมาตั้งแต่ตอนนั้น

พอขึ้นม.3 ได้มีเพื่อนที่เปลี่ยนชีวิตของผม ผมไม่รู้หรอกนะว่าถ้าวันนั้นเพื่อนไม่มาชวนผมไปเรียนพิเศษที่สยาม เอาโบรชัวร์โรงเรียน GSC มาให้ และบอกว่า ไปเรียนคอร์สมหิดลกัน และลงคอร์สเตรียมกันเถอะ ผมก็ไม่รู้ว่าปัจจุบันของผมจะมาถึงจุดๆนี้ไหม และวันที่ลงคอร์สก็ทุลักทุเลมาก คือปกติปะป๊าจะเป็นคนถือบัตรเอทีเอ็ม และคอยกดเงินมาใช้จ่ายในบ้าน (แต่บัญชีเอทีเอ็มเป็นชื่อแม่ 55) บังเอิญป๊าไปแม่ฮ่องสอนพอดี ไปสองวันให้เงินไว้ 6000 บาท และถือเอทีเอ็มไปด้วย กะว่าไม่ขาดแน่ๆกับการใช้จ่ายในบ้านเพียง 2 วัน แต่ค่าลงเรียนพิเศษ 2 คอร์สมัน 7000 บาท ผมกับแม่เลยพยายามทำทุกอย่างหาเงินไปลงเรียนพิเศษ โดยการหาเงินทุกบาทที่ตกหล่นอยู่ในบ้าน สุดท้ายทุบกระปุกออมสินรูปหมาสีเทา ที่สะสมมาประมาณ 2 ปี ได้เงินมา 1500 บาท แม่เอาไปแลกแม่ค้าที่ทำงาน และได้เงินธนบัตรไปลงคอร์สเรียนพิเศษให้ผม

การสอบไม่ติดโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ก็เป็นข้อดีอย่างหนึ่ง ทำให้เสียใจ ร้องไห้ และฟิตหันมาอ่านหนังสือเพื่อสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผมยืมหนังสือสอบเข้าเตรียมอุดม สำนักพิมพ์ the book จากห้องสมุดโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต มาทำ เรียกได้ว่าทำแทบทุกข้อที่ปรากฏในหนังสือเล่มนั้น ทำให้ได้โควตาจังหวัดมาเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียม แต่ตอนสอบจริงผมก็ได้เรียนคอร์สเตรียมและตั้งใจอ่านหนังสือ เพราะผลการสอบเข้าจะถูกนำไปใช้เลือกสายการเรียน และคิดว่าตัวเองคิดถูกสุดๆที่เลือกวิทย์ คณิตประยุกต์ เพราะเพื่อนๆ ของผมทุกคนล้วนแต่ชักนำผมไปในทางที่ดี

การสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาผมสอบที่ตึกราชูปถัมภ์ วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย ตอนระหว่างพัก มองลงมาเห็นตึกปัญจมราชินีและตึกอาทร เห็นคนนอนบนเตียงที่ปูผ้าเขียวๆ ตอนนั้นเข้าใจว่าเป็นศพ –‘’- จึงได้อธิษฐานกับเขาว่าผมอยากจะไปเรียนที่นั่น ขอให้ผมได้มีโอกาสกลับมาเรียนที่แห่งนี้เถอะ (แต่ตอนนี้รู้ความจริงแล้วนะครับว่าเป็นผู้ป่วยที่กำลังจะไปห้องผ่าตัด หรือไม่ก็เป็นคนที่ผ่าตัดเสร็จแล้วกลับมาหอผู้ป่วย)

ในสมุดแนะแนวตอน ม.4 คาบแรกๆ มีการเขียนเป้าหมายในชีวิต คณะที่อยากเข้า ผมจดของผมลงไปว่า คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเพื่อนคนหนึ่งจดของเขาไว้ว่า คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล จริงๆแล้วผมไม่รู้หรอกว่าในตอนนั้นผมคิดอะไรอยู่ เพื่อนของผมคิดอะไรอยู่ เรารู้ตัวดีแค่ไหนว่าอยากเป็นแพทย์ เด็กบ้านนอก 2 คน ที่เข้าเมืองใหญ่มาเพื่อการศึกษา

นอกจากการเรียนที่โรงเรียนแล้ว ตอนม.4 เทอม 2 ผมก็ยังได้เริ่มทำข้อสอบเก่า entrance ดูด้วยว่า ความรู้ขณะนั้น ตัวเองจะสามารถสอบติดที่ไหนได้หรือไม่ ผลปรากฏว่า คะแนนไม่ถึงแพทย์จุฬา (ก็แน่นอน ความรู้แค่นั้นจะพอได้อย่างไร) นอกนั้นก็เรียนที่โรงเรียนเป็นหลัก บวกกับการเรียนพิเศษเพื่อให้การเรียนที่โรงเรียนเป็นไปอย่างราบรื่นด้วย เพื่อนๆหลายคนมีส่วนทำให้ชีวิตของผมยิ่งรุ่งโรจน์ในการศึกษา เช่นปิ่นสุดาผู้ตั้งใจเรียนมากและจดงานสม่ำเสมอว่าอาจารย์แต่ละวิชาสั่งงานอะไรบ้าง จะได้รีบทำและรีบส่ง ได้มีโพยงานที่ต้องทำ และต้นแบบของงานที่ต้องส่ง เสมอมา

จุดเปลี่ยนชีวิตอีกอันหนึ่งคือการลงคอร์สเรียนพิเศษช่วงปิดเทอมขึ้นม.6 ทุกคนร่วมกันวางแผนอย่างดีว่าจะเรียนพิเศษอะไรบ้าง ผมตั้งใจว่าจะลง เคมี อ.อุ๊ แอปพลายฟิสิกส์ อ.ประกิตเผ่า และเลข อ.อรรณพ 3 คอร์ส ต่อกัน เช้าจรดเย็น แล้วใช้เวลาตอนเช้าก่อนไปเรียน และเย็นหลังเลิกเรียนในการทำการบ้าน แต่คุณพ่อของผมไม่สำเร็จในการลงฟิสิกส์คอร์สเอนทรานซ์ เพราะว่า 8.32 คอร์สก็เต็มเสียแล้ว ทำให้ผมได้เรียนเป็นแอปพลายคอร์สเปิดเทอมแทน จึงแก้ขัดด้วยการลงคอร์สภาษาอังกฤษไปด้วย

ตอนที่เรียน จำได้ว่าตอนเช้ามักจะตื่นไม่ทันไปเรียนเคมีอย่างสม่ำเสมอ เริ่มเรียน 7 โมงตรง แต่ว่าไปถึงเกือบแปดโมงเป็นประจำ ช่วงสิบโมงถึงเที่ยงมักจะว่าง ผมมักจะได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ด้วยการไปนั่งทำการบ้านใน food court paragon รอเรียนคณิตศาสตร์ อ.อรรณพตอนบ่ายโมง อ.อรรณพนี้เป็นผู้หนึ่งที่ทำให้ผมเก่งคณิตศาสตร์มากขึ้นและสามารถทำข้อสอบได้เร็ว ได้คะแนนคณิตศาสตร์มาช่วยให้สอบติดแพทย์ มีวิชาความรู้นำมาใช้สอนพิเศษเลขได้ในช่วงปี 1 – ปี5 เสียดายมากที่อาจารย์ไม่น่าอายุสั้น เข้าใจว่าอาจารย์มีโรคหัวใจอยู่แล้ว ต่อมามีหอบหืดกำเริบทำให้หัวใจทำงานหนักมากจนรับไม่ไหว

เพื่อนๆที่ร่วมวางแผนด้วยกันลงคอร์สเดียวกันมาช่วยกันเรียน ช่วยกันปลุกให้ตื่นมาเรียน ช่วยกันทำงานรับน้อง ช่วยกันทำการบ้านที่อาจารย์ที่สอนพิเศษสั่งไว้ ช่วงนั้นเป็นช่วงหนึ่งที่ผมกับเพื่อนๆได้ทำงานร่วมกันเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

การเลือกคณะ ตอนนั้นมีเป้าหมายสูงสุดเพียงอย่างเดียวคือคณะแพทย์ จุฬา (ทั้งๆที่จริงๆไม่ได้รู้เลยว่าการเป็นแพทย์ เป็นอย่างไร แพทย์ที่ดีเป็นอย่างไร แพทย์ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง แพทย์นั้นต้องอยู่เวร หลังลงเวรต้องมาราวน์เช้า ทำงานจรดเย็นจึงได้กลับไปพัก) กสพท.ปี 51 ให้เลือกได้ 3 คณะ  หากมีคนสละสิทธิ์จะรับคนที่ไม่ติดอะไรเลยขึ้นมาเป็นรอบสอง ทุกคนต่างวางกลยุทธไว้แตกต่างกัน ผมเลือกอย่างบ้าคลั่ง คือ จุฬา ศิริราช รามา เพราะผมมองว่า ถ้าคะแนนของผมน้อยกว่าต่ำสุดของรามารอบสอง ผมก็น่าจะไม่ติดคณะแพทย์ลำดับที่ 3 ที่ตนเองเลือก ถ้าเลือกเป็น จุฬา รามา มศว สรุปว่าแบบแรกคะแนนน้อยกว่าแต่ยังมีโอกาสได้สถาบันที่ดังกว่า (ในรอบ 2)

วันที่ผมไปสอบวิชาเฉพาะ จำได้ว่าสอบที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ติดรถเพื่อนไปสอบ (หอพักของผมอยู่ที่ราชเทวี) คุณแม่เพื่อนยื่นแซนด์วิชทูน่ามาให้ ทั้งๆที่ตัวผมนั้นเกลียดปลาทูน่ามาก แต่เนื่องจากกัดไปแล้ว 1 คำ ก็ไม่รู้จะคายอย่างไร จำใจกินให้หมดชิ้น วันนั้นทำข้อสอบได้ใน part เชาวน์ แต่ทำ part เชื่อมโยงผิดจากเพื่อนไปมาก รู้สึกกังวลใจมาก แต่สุดท้ายก็ได้คะแนนดี

ตอนสอบโอเน็ตเอเน็ต จำไม่ค่อยได้ แต่คิดว่าไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก รู้แต่ว่าก่อนหน้านั้นทำแบบฝึกหัดและอ่านหนังสือมานาน tk park ก็เป็นที่หนึ่งที่ผมและเพื่อนไปอ่านหนังสือด้วยกันบ่อยๆ

ตอนที่คะแนนออก ผมอยู่บนรถบัสตอนกลับจากเที่ยว จ.ประจวบคีรีขันธ์ รู้สึกตื่นเต้นมาก และได้คำนวณกันว่าคะแนนผม น่าจะสอบติดคณะแพทย์จุฬาแน่นอน เพื่อนหลายคนที่คะแนนปริ่มๆ ก็รู้สึกกังวลกันไป ต่อมาไม่นานก็ประกาศผลว่าติด และต้องไปรายงานตัว

วันที่รายงานตัวเป็นครั้งแรกที่มาโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แต่เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งแรกๆที่เคยลงรถไฟฟ้าศาลาแดง ครั้งหนึ่งก็คือการมาสอบที่ตึกราชูปถัมภ์ วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย ผมและเพื่อนๆทุกคนล้วนอยู่ในหน้าตาสดใส ที่ได้สอบติด วันตรวจสุขภาพผมโดนให้ตรวจปัสสาวะอีกรอบ ไม่แน่ใจว่าครั้งแรกผลเกิดอะไรขึ้น

(แต่คิดเอาเองว่า เช้านั้นได้ทำการ ช่วยตัวเอง และไม่ได้ปัสสาวะหลังหลั่งน้ำอสุจิ ปัสสาวะแรกที่เอาไปตรวจคงมีโปรตีนค้างลำกล้องอยู่กระมัง 5555+)

เขียนมาถึงตอนนี้ รู้สึกว่ายาวมากและเหนื่อยมาก ขอพักไว้ก่อน ตอนต่อไปจะขอเขียนตอนเรียนปี1-ปี6นะครับ

Comment

Comment:

Tweet

รอนะคะ

#1 By kaemiarea on 2014-03-02 20:11