เราจะรวยๆๆๆ!

posted on 15 Apr 2014 14:12 by savekung
เราจะรวยๆๆๆ!

คงไม่รวยมากหรอกเพราะรายได้มีจำกัด แต่จะทำอย่างไรให้การใช้เงินของเรามีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เริ่มแรกจากสมการ
รายได้ – รายจ่าย = เงินออม

นิยามก่อน ความรวย (มั่งคั่ง) หมายถึงมีเงินออมมากๆ สิ่งที่ต้องทำ มีดังนี้

1. หารายได้มากๆ เอิ่ม ด้วยอาชีพของเรา รายได้คงพอมีพอกิน (เหลือใช้ทีเดียวละ) ภาระงานที่เขาให้มาก็ เยอะโคตรรรรร จึงไม่ต้องไปเสาะแสวงหาแหล่งรายได้ที่ไหนอีก นะจ๊ะ

2. ใช้จ่ายน้อยๆ คิดเสมอ ซื้อมาทำไม เก็บเงินไว้ดีกว่า ซื้อมาก็ใช้แป๊บเดียว คุ้มหรือเปล่าที่จะซื้อมา มีอะไรถูกกว่าทดแทนได้หรือเปล่า ฯลฯ แล้วก็มีเครื่องมือต่างๆที่จะช่วยเราเรื่องการใช้จ่าย นั่นคือ บัตรเครดิต เดี๋ยวจะเขียนต่อไปเกี่ยวกับวิธีการใช้บัตรเครดิตให้เป็นประโยชน์
ราย จ่ายสำคัญอันหนึ่งก็คือเรื่องของภาษีเงินได้ แต่กรมสรรพากรก็ได้หาช่องทางในการลดหย่อนภาษีไว้ให้ เพราะต้องการส่งเสริมให้คนลงทุน โดยลดภาษีให้กับคนที่เอาเงินไปลงทุน แต่การลงทุนก็มีรูปแบบที่เหมาะสมกับแต่ละคนไป การลดหย่อนภาษีก็เลยต้องให้เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคน (ย่อหน้านี้เวิ่นเว้อเนอะ 555)

3. เหลือเงินออมมาก? แล้วทำไงดีล่ะ ก็ลงทุนเพื่อเพิ่มกำไรจากเงินออมของเราไง

การลงทุนก็มีหลายรูปแบบ หลายจุดประสงค์ หลายความเสี่ยง หลายกำไร หลายสภาพคล่อง

อย่างเช่น การลงทุนเปิดร้านอาหาร ต้องลงทุน ลงแรง แต่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง และถ้าได้กำไรก็กำไรมาก
การลงทุนในตราสารเงิน เช่น พันธบัตร ต้องลงทุน ไม่ต้องลงแรง ความเสี่ยงต่ำ แต่กำไรน้อย สภาพคล่องแล้วแต่สัญญา
การลงทุนในหุ้น ความเสี่ยงค่อนข้างสูง ไม่ต้องลงแรง ถ้าได้กำไรก็กำไรมาก และถ้าขาดทุนก็ขาดทุนมาก สภาพคล่องสูง
การ ลงทุนในที่ดิน ความเสี่ยงต่ำ ไม่ต้องลงแรงมาก (แต่ต้องเลือกทำเล) ถ้าได้กำไรก็พอสมควร ถ้าขาดทุนก็พอสมควร เพราะที่ดินมันมีมูลค่าในตัวของมันเอง และไม่หายไปไหนจากโลก แต่สภาพคล่องต่ำมาก (กว่าจะหาคนมาซื้อได้)

ต้องจัดการการลงทุน (พอร์ท) ให้เหมาะสมกับตัวเรา เช่นถ้าเราแก่ ทำอาชีพที่มีความเสี่ยง ไม่มีประกันสุขภาพ เราก็ควรเลือกลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำ เพราะถ้าเราเจ็บป่วยขึ้นมา เราก็ต้องเอาเงินลงทุนของเรามาใช้
แต่ถ้าเรา อายุน้อย อาชีพมั่นคง มีสิทธิข้าราชการให้ตัวเอง พ่อแม่ คู่สมรส ลูก ... เราก็สามารถเลือกลงทุนที่มีความเสี่ยง แต่ได้ผลกำไรมากได้ เช่น หุ้น

ถ้าผมจะลงทุน ผมจะลงอะไรบ้าง
- ลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี เพราะกรมสรรพากรสนับสนุน ทำให้ได้กำไรมาจากการลดหย่อนภาษีแล้วส่วนหนึ่ง โอกาสขาดทุนจึงน้อย
- ลงทุนเพื่อกำไรสูง ความเสี่ยงรับได้ ด้วย หุ้น หรือกองทุนหุ้น เพื่อให้เงินทำงานให้เรา
- ลงทุนความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง เช่น เงินฝาก เพื่อเป็นเงินสำรอง (หรือเงินรองรัง) สำหรับภาวะฉุกเฉิน หรือความต้องการต่างๆในอนาคต
เขียน เวิ่นเว้อไปซะเยอะ ทุกคนคงจะรู้กันหมดแล้ว และค่อนข้างจะเขียนไปทางกว้างเสียส่วนใหญ่ ถ้าจะเอาไปใช้จริงก็ต้องศึกษารายละเอียดอยู่ดี

---------------------------------------------------------------------------------
การใช้บัตรเครดิตให้เป็นประโยชน์

บัตร เครดิต ใช้ในการจับจ่ายใช้สอย แล้วจะเรียกเก็บเงินทีหลัง ประโยชน์ของบัตรเครดิต มีมาก แต่ถ้าใช้ไม่ระมัดระวัง ก็มีโทษมากเช่นเดียวกัน

คนที่ใช้ไม่ระมัดระวังจนเกิดโทษ ผมจะไม่กล่าวถึงละกันครับ ทุกคนคงพอทราบว่าจุดจบของคนเหล่านั้นเป็นยังไง

- เลือกบัตรที่ไม่มีค่าธรรมเนียม และหากเกิดค่าธรรมเนียมรายปีขึ้นจงขอ waive ค่าธรรมเนียมคือค่าใช้จ่าย แล้วเราจะจ่ายมันทำไมถ้าเรามีทางเลือกที่จะไม่จ่าย
- วันสรุปยอดเงิน และกำหนดชำระเงิน ดูให้ดี
เช่น บัตรหนึ่ง สรุปยอดวันที่ 21 กำหนดชำระเงินวันที่ 5
แปลว่า ถ้าเรารูดวันที่ 22 เมษายน กำหนดชำระของเราจะเป็นวันที่ 5 มิถุนายน ครับ
การจ่ายเงินให้ช้าที่สุด และรับเงินมาให้เร็วที่สุด ดีเสมอ! เพราะเงินที่อยู่กับเรา สามารถเอาไปฝากจนได้ดอกเบี้ยมา
- เลือกบัตรที่มีประโยชน์ พวก ไปกินบุฟเฟต์แล้ว 1 แถม 1
เอาแต้มไปแลกไมล์ได้
ผ่อน 0% 10 เดือน
หรือ อะไรพวกนี้อะครับ แต่ว่าต้องถามตัวเองดีๆก่อนไปใช้บริการหรือก่อนรูดนะ ว่า เราต้องการที่จะไปกินอย่างนั้นจริงๆ หรือเป็นแค่เราเห็นโปรโมชั่นแล้วเราก็เลยไปกิน ทั้งๆที่จริงๆเราก็ไม่ได้อยาก

การหากำไรจากการใช้บัตรเครดิต โดยเปรียบเทียบกับการใช้เงินสดนะครับ
สมมติซื้อของโลตัส 3000 บาท ในวันที่ 22 เมษายน , แล้วหากำไรจาก ME TMB (เงินฝากสภาพคล่องสูง ดอกเบี้ย 3%)
กำหนดชำระของบัตรเครดิตคือ 5 มิถุนายน
ฝากเงิน ME TMB 45 วัน (กะๆเอานะ) ได้ดอกเบี้ย 11 บาท

สรุปว่า เราอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร ได้ของโลตัสมาในวันที่ 22 เมษายนเหมือนกัน แต่ก็ได้กำไรมา 11 บาทแล้ว

ดัง นั้นหลักการคือ ใช้บัตรเครดิตทุกครั้งที่มีโอกาสใช้ได้ (โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการรูดบัตร หรือร้านค้านั้นมี promotion ใช้เงินสดแล้วลดราคาหรือมีของแถม)

เลือกใช้บัตรที่มีระยะเวลาปลอดหนี้นานที่สุด เช่นเรามีบัตร 3 ใบ วันสรุปยอดเป็นวันที่ 10, 20, 30 ตามลำดับ
ถ้าอยู่ในวันที่ 1-10 เลือกใช้บัตรที่ 3
วันที่รูดอยู่ในวันที่ 11-20 เลือกใช้บัตรที่ 1
วันที่รูดอยู่ในวันที่ 21-30 เลือกใช้บัตรที่ 2
เป็นต้นครับ

ผมเลย set ระบบการใช้จ่ายเงินของผมขึ้นมานะครับ ไม่รู้คนอื่นจะทำแบบผมหรือเปล่า
A บัญชีเงินเดือน ไว้รับเงินเดือนเข้ามา ไว้เป็น statement สวยๆเวลาไปขอวีซ่าต่างประเทศ
B บัญชีออมทรัพย์ ใส่เงินไว้จำนวนหนึ่งไว้กด ATM เวลาต้องการเงินสด + ใช้ชำระค่าบัตรเครดิต
C บัญชี ME TMB ไว้พักเงินให้ได้กำไรจากดอกเบี้ย
D บัญชีทหารไทยไว้เอาเงินออกจาก ME TMB มาโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม

แล้วเวลาใช้จริงทำไง
พอ ถึงเวลาเงินเข้าบัญชี A มา พร้อมกับรู้ยอดบัตรเครดิต >> โอนเงินส่วนหนึ่งเข้าบัญชี B (ให้บัญชี B มีเงินเท่ากับเงินสำรองสำหรับ ATM +ค่าบัตรเครดิต) พอบัตรเครดิตตัดไปก็จะเหลือเท่ากับเงินสำรองครับ
เงินเดือนที่เหลือในบัญชี A ก็ไปฝากในบัญชี C (ME TMB)
เวลาต้องการใช้เงินน้อยๆ ก็กด ATM ออกมา
เวลาต้องการจะใช้เงินมากๆ ก็เอาเงินในบัญชี C ใส่เข้าบัญชี D แล้วเอาเงินสดออกมา

ทำแบบนี้ต้องระมัดระวังนิดนึงไม่ให้เกิดค่าธรรมเนียมของการโอนเงิน ฝากเงิน นะครับ

แล้ว ก็พยายามลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง หากมีบริการผ่าน internet โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ก็จัดไปครับ จะได้ไม่ต้องไปธนาคารให้เสียเงินเสียเวลา
หากมีสาขาของธนาคารอยู่ใกล้ๆ ก็เลือกธนาคารนั้นครับ
โดยรวมก็ประมาณนี้ครับ

---------------------------------------------------------------------------------
Take home message
- หารายได้มากๆ ใช้จ่ายน้อยๆ จะเหลือเงินออมมาก
- จ่ายเงินให้ช้าที่สุด รับเงินให้เร็วที่สุด จะได้ประโยชน์จากการที่เงินอยู่กับเรา
- นำเงินออมไปลงทุนให้เหมาะสมกับตัวเอง

Comment

Comment:

Tweet