ทริปนี้เริ่มตั้งแต่โรเตชั่นออกว่าจะได้ opd/vacation เดือน ก.ค. ช่วง 18-31 ก.ค. 2558 
 ผมนี่ก็จัดเลยครับ ทริป โตเกียว-สิงคโปร์ เนื่องจากเพื่อนไปสิงคโปร์อยู่แล้ว ส่วนตัวเองก็ตั้งใจจะไปญี่ปุ่น เพราะไปง่ายไม่ต้องขอวีซ่า 
ไปมันทั้งๆที่ร้อนเนี่ยแหละ :((  
ปิ๊ง โปรโมชั่นสิงคโปร์แอร์ไลน์มาเลยครับ ไปกลับโตเกียว 15,000 บินอ้อมนิดหน่อยแต่ได้แวะเที่ยวสิงคโปร์พร้อมเพื่อน ผมนี่จัดเลยครับ กดไปอย่างไม่คิดชีวิต แล้วพ่อก็บอกให้พาน้องไปด้วย ให้น้องได้เปิดหูเปิดตากับเค้าบ้าง 
 
18/7/58 
เริ่มด้วยความเกรียนเลยครับ ให้พ่อมารับที่ชลบุรี 
ก็แหมกระเป๋าใบใหญ่เบอเร่อ จะให้นั่งรถตู้ไปสุวรรณภูมิเนี่ยนะ ไม่เอ๊าไม่เอา 
ก็นั่งรถพ่อจากชลบุรีไปสุวรรณภูมิ เนื่องจากไปเร็วเกิน รอเช็คอิน รอขึ้นเครื่องน้านนาน 
เล้าเลิ้วอะไรไม่ได้เข้ากับเค้า เพราะว่าไม่ได้บินกับการบินไทย ไม่มีบัตรแพลตินั่มอัลไลกับเค้า 
ขึ้นเครื่องบิน a330 ของสิงคโปร์ไปสนามบินชางงี แล้วก็ไปเดินเล่น ทรานสิทสองชั่วโมงเองครับ นอกจากเดินเล่นก็กินเบอร์เก้อคิงในสนามบิน (อย่างก๊ะในเครื่องบินกินข้าวไม่อิ่ม) 
จากนั้นก็ขึ้นเครื่องยักษ์ a380 นังปลาวาฬไปโตเกียว นาริตะ นอนๆเมื่อยๆบนอีโคโนมี่คลาสอยู่ 7 ชั่วโมงกว่าจะถึงโตเกียว พอไปถึงก็แปดโมงเช้าพอดีเป๊ะ เก๋มะ
สุวรรณภูมิ
 
เจ้าปลาวาฬยักษ์ที่นาริตะ
 
อาหารสิงคโปร์แอร์ไลน์
 
19/7/58 
แปดโมงที่โตเกียว 31 องศา สดใสฝุดๆ เฮ้อ อยากมาญี่ปุ่นหน้าร้อนเอง 
พอถึงโตเกียวก็ต้องมาเข้าแถวซื้อ JR kanto area pass คำนวณเวลา nex ว่าจะได้เข้าเมืองไปรอบไหนดีน้า สรุปครับ ก็ขึ้นรอบซื้อตั๋วเสร็จพอดีเนี่ยแหละ 
แบกกระเป๋ายักษ์วิ่งตั้งแต่วันแรกเลยครัช >''< 
จากนั้นก็วางแผนกันในรถไฟเนี่ยแหละว่าจะเอาของไปเก็บที่โรงแรมก่อน เพราะเค้ายังไม่ยอมให้เช็คอินหรอกแค่เที่ยงเอง ปรากฏว่าโรงแรมใจดีครับ ueno touganeya hotel ได้เข้าห้องพักไปตั้งแต่เที่ยงตรง ประทับใจมาก 
 
ที่ห้องเข้าไปดูก็พบว่าเล็กไปหน่อย แต่ก็ตามมาตรฐานโรงแรมญี่ปุ่น
เสร็จแล้วเราก็นั่งรถไฟไปคามาคุระกันเลยครับ 
 
นั่งสายอะไรจำไม่เคยได้ แต่เป็น local เพราะว่า JR kanto area pass นี้ไม่ยอมให้ใช้ tokaido shinkansen 
แหมเค้าอยากจะนั่งไปชินโยโกฮาม่าสะหน่อย ไปถึงคามาคุระคับ 
ตอนแรกแพลนก็มีว่าจะไปวัดพระใหญ่ ไดบุทสึ กับเกาะเอโนชิมะ แต่ไปถึงก็บ่ายสองครึ่งแล้ว แดดร้อนมาก เลยจำใจตัดเอโนชิมะทิ้ง ทั้งๆที่ไม่เคยไป 
เมื่อถึงสถานี JR kamakura ก็พบกับมวลมหาประชาชนชาวญี่ปุ่นที่มาพักผ่อนหย่อนใจกันมากมาย เบียดเสียดแย่งยื้อกันขึ้นรถไฟ enoden อันนี้ไม่รวมใน kanto pass นะครับ 
นั่งรถไฟ enoden ย่อมาจากอะไรไม่แน่ใจ น่าจะ enoshima + dentetsu (สายรถไฟ) ไปลงสถานีที่สองที่สาม ขึ้นต้นด้วยตัว H ผมละก็จำไม่ได้แล้วครัช เสร็จแล้วก็ลงไป 
เจอป้าย เฮ้ย มีชายหาดด้วยเว้ย ลองไปดูกันหน่อย สรุปว่าเป็นชายหาด Y ผมจำชื่อไม่ได้แล้วละครับ  ก็พบกับมวลมหาประชาชนชาวญี่ปุ่น ทั้งแซ่บและไม่แซ่บ 
ในส่วนของชายหาดนั้น ....​ทรายดำ น้ำทะเลก็บางแสน 
เราชาวชลบุรี ผู้มาจากบางแสน มาพบบางแสนของแจแปนนีส ก็ไม่มีอะไรจะบรรยายครับ 
หลังจากส่องและถ่ายรูปจนพึงพอใจแล้ว ก็เดินไปวัดพระใหญ่ครับ 
จริงๆก็เหมือนเดิม เคยมาแล้ว ไปไหว้พระใหญ่ ถ่ายรูป แล้วก็กลับ 
ส่วนขากลับนั่งรถเมล์กลับสถานีคามาคุระ 
 
เนื่องจากอยากให้น้องได้เที่ยวเยอะๆเลยพาไปโยโกฮาม่า 
จริงๆก็เคยไปแล้ว แต่ก็ต้องพาน้องที่ไม่เคยไปไปใช่มั้ยล่ะครับ ตอนแรกไปลงสถานีโยโกฮาม่าเพราะว่าจำผิด ปรากฏว่าที่เดินริมทะเลโยโกฮาม่าคือ sakuragicho 
เดินเล่นชิวๆ แป๊บนึงแล้วบอกน้อง เราไปโอไดบะกันต่อเถอะ
ทัวร์ฉาบฉวยมาก 
 
เราก็นั่งรถไปลงชิมบะชิ แล้วก็นั่งรถ yurigamome line ไปถ่ายรูปกับกันดั้ม เดินห้าง ชมสวน ตอนนั้นก็ประมาณทุ่มนึงครับ เนื่องจากไม่ค่อยอินกับห้างเท่าไร แต่อยากให้น้องได้ประสบการณ์ของออนเซ็นมากกว่า (ตัวเองอยากไปก็ไม่ยอมรับ 555) เลยไปโอไดบะ ออนเซ็น โมโนกาตาริ 
ผิดครับ... โอเอโดะ ออนเซ็น โมโนกาตาริ ...​
 
ได้ไปทำการกูเกิ้ลมา 
oedo = ยุคเอโดะ ก็คือยุคที่โตเกียวเป็นเมืองหลวง
onsen = บ่อน้ำพุร้อน
monogatari = ตำนาน 
ก็เข้าไปทั้งๆที่ร้อนๆเนี่ยแหละครับ 5555
 
พอเข้าไปถึงก็ถอดรองเท้า รับสายรัดข้อมือสำหรับตึ๊ดจ่ายเงินทุกกิจกรรม 
ก็พบกับมวลมหาประชาชนชาวญี่ปุ่น ชาวจีน ชาวเกาหลี ชาวมากมาย ผมไม่แน่ใจว่ามีคนไทยด้วยหรือเปล่า แต่คนไทยก็คงไม่ค่อยมากันมั้งครับร้อนจะตาย 
 
เข้าไปเสร็จ ก็ให้เลือกยูกาตะกับโอบิมาก่อน เลือกๆแล้วก็เข้าห้องแต่งตัวไปเปลี่ยน ห้องนี้คือยังไม่ต้องโป๊ครับ ใส่กางเกงในไว้ข้างในยูกาตะกันนะ แล้วก็เดินเล่นข้างในโซนครับ
 
จะประกอบด้วยที่แช่เท้า ที่เล่นเกมต่างๆ เหมือนงานเทศกาล ตลาดนัดในฤดูร้อนยุคเอโดะ มีของกินอะไรเงี้ยครับ ด้วยความงกของเราก็เลยไม่ได้เล่นอะไรเลยยยย แล้วก็ตรงเข้าไปอาบน้ำร้อนเลยครับ 555555 
 
ทางเข้าก็จะเป็นม่านตามสี ผู้ชายเป็นตัวคันจิว่าโอโตโกะ ผู้หญิงจะเป็นสีแดงเขียนคันจิว่าอนนะ 
พอเปิดม่านประเพณีสีน้ำเงินเข้าไป 
ในห้องแต่งตัวก็จะพบกับเจี๊ยวมากมายยยยยย 
เพราะคนแม่งเยอะจิงๆ มีทั้งคนจีน คนญี่ปุ่น คนเกาหลี 
ทำใจแล้วก็แก้ผ้าเลย เอาของให้ตู้ล็อกเกอร์แล้วก็ได้กุญแจมาอีกอัน 
สรุปตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแค่ผ้าเช็ดตัว 1 ผืน กับสายรัดข้อมือ (กุญแจล็อกเกอร์ 2 อันครับ)
 
เข้าไปมันก็จะมีที่ให้อาบน้ำแบบนั่งๆ ซึ่งแบบเบียดเสียดไปด้วยชายฉกรรจ์กำลังอาบน้ำล้างหรรม แล้วก็บ่อในร่ม ซึ่งมีผู้คนมากมาย พอเดินออกจากในร่มก็จะมีบ่อกลางแจ้ง..... ในบ่อนั้นก็เต็มไปด้วยมนุษย์แก้ผ้า  
 
ต้องบอกเลยครับว่าาา คนญี่ปุ่นไม่เล็ก 55555555 
 
ผ่านจากออนเซ็นแล้วรีบกลับไปที่พักแถวอุเอโนะโดยนั่งยูริกาโมเมะไปชิมบะชิ จากนั้นก็นั่งรถ JR ไม่แน่ใจว่า keihin tohoku line หรือ yamanote line เพราะมันไปได้ทั้งคู่ ที่ไม่เลือกนั่งใต้ดินเพราะว่าเราถือ JR kanto area pass อยู่ครับ 
 
ไปถึงอุเอโนะ ผมนี่เข้าซุปเปอร์ก่อนเลย ซื้อช็อกโกแลต พุดดิ้ง นม มากินเล่นก่อนนอน หลังจากนั้นก็เข้าลอสันซื้อนมอีก 5555
เด็กกำลังโตนี่เนอะ 
 
narita express จากสนามบินครับ ถ้าไม่มีพาสแนะนำ skyliner ดีกว่าเยอะเลย ถูกกว่าเร็วกว่า
 
สถานี JR Ueno สถานที่หลักของทริปนี้ครับ 
 
 
โรงแรม  Ueno Touganeya ห้องเล็ก วิวห่วย แต่ทำเลดีครับ ราคากลางๆ 
ถูกกว่านี้ก็คงต้อง hostel และทำเลคงไม่ดีเท่านี้ครับ 
 
ชายหาดที่คามาคุระ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะชื่อ Yuigihama Beach 
(คนข้างหน้าเขาไม่ได้เสียชีวิตนะครับ 555)
 
พระใหญ่ ไดบุทสึ
 
อ่าวโยโกฮาม่า แถวสถานี้ Sakuragicho 
 
รถไฟ Yurigamome line ผมว่าสายนี้แพงมากเลย ถ้าไม่ได้จะไปโอไดบะก็ไม่ต้องขึ้นไปหรอกครับ 
 
กันดั้มที่โอไดบะ 
 
นี่แหละครับ Oedo Onsen Monogatari ไปแช่ทั้งร้อนๆแบบนี้แหละ
ที่ต่อๆแถวกันนั้นกรุ๊ปทัวร์จีน ทัวร์เกาหลี 
 
20/7/58 
ก่อนนอนเมื่อวานเราก็ดูตารางรถไฟ ซึ่งไม่ยากครับ ป้อนต้นทางกับปลายทางที่จะไปใน  www.hyperdia.com/en กดก็จะได้ผลลัพท์ที่ต้องการขึ้นมา แต่ต้องบอกก่อนว่าบางทีผลลัพท์ที่ขึ้นมาอาจจะไม่ใช่ผลที่ถูกจริตของแต่ละคนมากที่สุด เพราะว่ามีทั้งแบบ รถไฟเร็วแต่แพง รถไฟช้าแต่ถูก รถไฟช้าแต่ไม่ต้องเปลี่ยนสายหลายครั้ง รถไฟเร็วมากแต่ต้องเปลี่ยนหลายชานชาลา 
 
วันที่สองเราก็ไปคาวาคุชิโกกันครับ ที่ยอดฮิตยอดนิยมของคนไทย 
นั่งรถไฟจาก ueno ไปอีกด้านนึงของโตเกียวก็คือ shinjuku แล้วขึ้นรถด่วนไปลง otsuki คนเยอะมากก สรุปว่ายืนตลอดสายเลย.... ทั้งๆที่เป็นรถด่วนนะครับ ที่คนเยอะมากคงเพราะเป็นวันหยุดของญี่ปุ่น วันแห่งทะเลอะไรของเขาเนี่ยแหละ
 
จากนั้นที่สถานี้ otsuki ก็ไปขึ้นรถไฟสาย fujikyu ไปลงคาวากุชิโก ทีนี้เรารีบวิ่งไปขึ้นรถไฟเลยยย กลัวไม่ได้นั่ง 
ก็ได้นั่งสมใจเลยครับ แต่เลือกผิดฝั่งไปหน่อยดันเลือกฝั่งที่ไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิ นั่งแค่ชั่วโมงเดียวก็ถึงคาวาคุชิโกแล้ว
 
พอถึงก็หิวข้าว ไปกินข้าวร้านเดิมที่เคยกินเมื่อปีก่อน เพราะไม่รู้จักร้านอื่น รสชาติพอประมาณ ราคาพอสมควร เจอคุณป้า คุณลุงและคุณลูกคนเดิม 
แล้วก็ไปขึ้น retro bus ซึ่งปัจจุบันนี้มันเปลี่ยนชื่อเป็นอะไรสักอย่างแต่สรุปว่ามันมีสองสาย สายที่ไปทะเลสาบอื่น กับสายที่วิ่งรอบทะเลสาบคาวากุชิโก ... 
 
พอขึ้นไปแล้วว ว พบว่า เชี่ยย ปัญหาเกิดขึ้นแล้วววว ทั้งตัวมีแต่แบ๊งหมื่น
ส่วนเหรียญย่อยมีแค่ 300 เยน ขึ้นไปสองคนทำไงดี 
ผมนี่กังวลมาตลอดทางเลยยย ค่าโดยสารก็ขึ้นอัพไปเรื่อยๆ ตอนแรกก็ 150 150 150 .... เชี่ย อยู่ก็วาร์ปมาเป็น 260 ได้ไงวะะะะ แล้วสุดสายที่ 480 หอยหลอดดด ผมนี่เอาแบ๊งหมื่นโชว์ให้คนขับดูบอกว่าา า กูไม่มีจริงๆน้าาาา สรุปเค้าใจดีปล่อยด้วยความจำใจ 
 
ตอนแรกก็คิดว่าควรจะหาแลกหรือจัดการเอาไปจ่ายคนขับให้เรียบร้อย
พอเราได้แบ๊งย่อย เหรียญย่อยมา รถคันนี้ก็ออกไปซะแล้วว
 
เศร้าใจจังเลยครับ รู้สึกเหมือนโกงเขา 
แต่ไม่เป็นไรลงมาแล้วว 5555 
เดินชมสวนดอกไม้ขำๆ ถ้าแม่มา ก็คงกรี๊ดชอบ อยากถ่ายรูป
ส่วนตัวเรากับน้องนั้นเฉยๆสิ้นดีกับความงามตามธรรมชาติ 
 
ภูเขาไฟฟูจิก็ ไม่เห็นครับ เมฆหนาทึบเว่อออ 
แต่ไม่เป็นไร เราเห็นแล้วในรถไฟ ....​
เป็นภูเขาหัวโล้นๆไม่มีหิมะปกคลุม สวยก็สวยอะนะ แต่ว่า 
นี่คือฟูจิปลอมมมมม 
 
หลังจากนั้นเราก็นั่งรถกลับมาสถานีคาวาคุชิโกเลยครับ เพราะว่ามีเมฆมาก พอมีเมฆก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะขึ้นกระเช้าขึ้นไปบนเขาหรือว่าล่องเรือทะเลสาบเพื่อชมภูเขาไฟฟูจิ 
 
นั่งรถกลับมาถึงโตเกียว ก็ไม่รู้จะทำอะไรดี แต่ร้อนมากขอกลับไปอาบน้ำนอนก่อน เลือกที่ๆรถไฟ JR ผ่านละกัน เลยลง shibuya ก่อน พาน้องมาดูห้าแยกฮาจิโกะ แล้วก็เดินห้าง ช็อปปิ้ง ชอบห้าง tokyu hands มากเลย ซื้อเค้ก pablo มาก